วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เที่ยวไป กินไป (ไม่ได้บ่น) ในสเปน




ชูชกทัวร์เริ่มต้นอีกครั้ง... แทนที่จะศึกษาว่า เดินทางไปประเทศนี้ควรจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง สิ่งแรกที่ตั้งคำถามเอาไว้คือ จะไปกินอะไรดีหนอ?

อาหารสเปน บ้านๆที่ใครๆ บอกว่า ไปแล้วต้องกิน คือ ปาเอลย่า ทาปาส ซางเกรีย ... แน่นอน ทั้งหมดคือเป้าหมายของเราในคราวนี้

เท่าที่เคยได้ยินมา อาหารสเปนคือหนึ่งในกลุ่มอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นหนักไปที่การบริโภคน้ำมันมะกอก และอาหารทะเลเป็นหลัก

**ปาเอลย่า ข้าวผัดสเปน

หลายคนที่เคยไปสเปนมาแล้ว บอกว่า ข้าวผัดสเปนไม่อร่อย แถมมันมากๆ ของอย่างนี้ พูดแต่ปากใครจะไปเชื่อ ต้องลองเอง...

บนท้องถนนในย่านท่องเที่ยว ภาพโฆษณาเชิญชวนหม่ำ ปาเอลย่า (paella) ติดอยู่ตามหน้าร้านอาหารแทบทุกแห่ง สีสันหน้าตาของเจ้าข้าวผัดสเปนนี้ ยั่วน้ำลายไม่ใช่เล่น กุ้งเป็นกุ้ง หอยเป็นหอย น่องไก่เป็นน่องๆ หมายถึงชิ้นเบ้งๆ ทั้งนั้น

ที่น่าตื่นเต้นก็คือ อาหารที่สั่งมา หน้าตาเหมือนภาพในโฆษณาเพะ !

ปาเอลย่า เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวบาเลนเซีย ในภาษาสเปนหมายถึง กระทะผัด มิน่าเล่า อาหารจานนี้จึงเสิร์ฟมาในกระทะร้อน

ข้าวผัดสเปนมักจะมีส่วนผสมครบถ้วนทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะ เนื้อสัตว์ทะเล เป็นที่นิยมมาก โดยส่วนผสม 3 อย่างที่หากขาดไปจะเรียกปาเอลย่าไม่ได้ คือ ข้าว หญ้าฝรั่น (แซฟฟรอน) และน้ำมันมะกอก ทำให้บางครั้งก็เรียกอาหารจานนี้ว่า ข้าวผัดแซฟฟรอน

สำหรับต้นกำเนิดของเจ้าข้าวปาเอลย่ามีหลายที่มา บ้างว่า เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่ครั้งแขกมัวร์มีอำนาจในสเปน อีกแหล่งหนึ่งก็บอกว่า จานนี้น่าจะเดินทางมาจากทางใต้ของฝรั่งเศส ส่วนอีกกระแส คือ ปาเอลย่า ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศกรีซนู่น

จะอย่างไรก็ตาม ปาเอลย่า หมายถึง ข้าวผัดที่ปรุงขึ้นในกระทะปาเอลย่า เริ่มด้วยการอุ่นกระทะร้อน ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย โยนเนื้อสัตว์ ตามด้วยผัก พอผัดจนใกล้สุกแล้วเติมน้ำ พอใส่ข้าวลงไปรอให้สุก โดยมีขั้นตอนสำคัญคือการเพิ่มกลิ่นรสด้วยหญ้าฝรั่นและซอสโซฟริโต (อันเป็นส่วนผสมกระเทียม หอม พริกไทย และมะเขือเทศ) เสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกกันเลี่ยน

ปาเอลย่ามีมากมายหลายหน้าตาให้เลือก ตั้งแต่กุ้ง หอย (แมลงภู่) ทะเลรวม น่องไก่ และหมึกดำ

ใจจริงแล้วอยากรับประทานปาเอลย่าหมึกดำ แต่เนื่องจากหน้าตาอาจจะไม่งดงามยามถ่ายรูป จึงสั่งปาเอลย่าน่องไก่ เรื่องกินนี่รสนิยมใครรสนิยมมันจริงๆ ใครว่า ไม่อร่อย และมันแผล็บ จริงๆ แล้ว ก็พอใช้ได้นะ ยิ่งจินตนาการว่ากินแบบพี่ไทยด้วยการซอยพริกขี้หนูใส่ลงไปได้ จะเพอร์เฟ็กต์ ได้รสเค็มๆ มันๆ (เผ็ดๆ)

ที่มันๆ นั้นเป็นน้ำมันมะกอก ซึ่งจัดอยู่ใน ไขมันดีเพราะฉะนั้นจึงโอเคที่จะกิน (นะ)

**ตะลอนชิมทาปาส

ทาปาส (Tapas) เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีทั้งแบบร้อนและเย็น สร้างสรรค์ได้หลายรูปแบบ

ทาปาสมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ถึงจะโด่งดังในฐานะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย แต่บางครั้งก็ปรุงแบบให้กินจริงจัง กินถึงอิ่ม

ทาปาส มีสัญชาติสเปนตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาจากคำว่า ทาปา (Tapa) เนื่องจากมักไม่ปรุงชนิดเดียว จึงต้องเติม s เข้าไปตลอดเวลา ในภาษาสเปนหมายถึง ปกปิด คลุมเอาไว้ ลักษณะของอาหารจานนี้ จึงมักนำเอาเนื้อสัตว์ (มีทั้งแฮม ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ชีส มะกอก พริกยักษ์ ฯลฯ มาคลุมเอาไว้ด้านบนแผ่นขนมปัง ตามแต่เชฟจะรังสรรค์

จานเรียกน้ำย่อยนี้มีมาแต่สมัยกษัตริย์อัลฟอนโซ เดอะ ไวส์ (ที่ 12) ผู้ทรงฟื้นจากอาการป่วยด้วยการเสวยไวน์ พร้อมพระกระยาหารจานเล็กๆ หลังจากนั้น พระองค์ก็รับสั่งให้เสิร์ฟพระราชอาคันตุกะด้วยไวน์และทาปาสทุกครั้ง ซึ่งนับเป็นเมนูที่คงกระพันมากว่า 700 ปีแล้ว แม้สเปนจะถูกรุกรานและยึดครองโดยโรมัน แขกมัวร์ ชาวยิว หรือจอมเผด็จการฟาสซิสต์ ฯลฯ แต่ทาปาสยังคงอยู่อมตะนิรันดร์

คนสเปนนอกดึกตื่นสาย ที่นั่นมักเสิร์ฟอาหารค่ำกันดึกมากๆ เริ่มตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไปจนเกือบเที่ยงคืน ระหว่างนั้น พระเอกของงานได้แก่ ทาปาส ที่คนจะเริ่มกินกันตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมงเย็น (เรียกว่าช่วงเฟียสตา ที่ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ กิจการต่างๆ ปิดเงียบเพื่อพักผ่อน นอน และกิน)

วัฒนธรรมทาปาสของสเปนไม่ต่างจากอารมณ์ บาร์ฮอปปิ้งนั่นคือ เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ไปร้านนู้น เน้นเรื่องพบปะ พูดคุย เมาท์แตกกันมากกว่ามุ่งมั่นจะไปชิมอาหารอร่อย

อย่างนั้นหละ... จึงเรียกว่า ทาปาสทัวร์แบบสเปนแท้

**จิบซางเกรีย เชียร์ฟลาเมงโก

ฝากชิมซางเกรียเผื่อด้วยนะนักดื่มแถวๆ นี้สำทับหนักแน่นก่อนเดินทาง แต่กว่าจะหาสถานที่เหมาะๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ก็นึกว่าจะอดชิมเสียแล้ว

อธิบายง่ายๆ ซางเกรีย (Sangria) ก็คือพันช์ไวน์ ซึ่งมีเสิร์ฟในสเปนและโปรตุเกส

นาม ซางเกรีย แผงมาจากคำว่า ซางเกร (sangre) ในภาษาสเปน และซางเก (sangue) ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า เลือด ในหนึ่งแก้ว ประกอบด้วย ไวน์แดง ผลไม้ชิ้นเล็กๆ สิ่งให้ความหวาน (มักใช้ น้ำส้มหรือน้ำผึ้ง) เติมบรั่นดีหรือเหล้าอย่างอื่นเล็กน้อย ตบท้ายด้วยโซดา

ด้วยความที่ไม่มีการกำหนดตายตัวว่า จะต้องใช้ผลไม้ชนิดไหน เติมเหล้าชนิดใด จึงกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของซางเกรีย ที่แต่ละแห่งจะมีรสชาติแตกต่าง ควรจะได้ลิ้มลองหลายๆ แห่ง เพื่อเปรียบเทียบว่า ใครจะปรุงพันช์ไวน์ได้เจ๋งกว่ากัน

แม้ซางเกรียจะมีรากว่าจากคำว่า เลือด ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงสีแดงและไวน์แดงด้วย แต่บางครั้งคนปรุงก็นึกสนุกในการลองเลือกไวน์ขาวมาใช้แทน โดยเรียกว่า ซางเกรีย บลันกา (Sangria Blanca) หรือซางเกรียขาวนั่นเอง

ในการผสมซางเกรีย มักเริ่มจากการเตรียมผลไม้ที่จะใช้เป็นส่วนผสมก่อน โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ค่อยเติมส่วนผสมทุกสิ่งอย่างลงไป ยกเว้นน้ำแข็งกับโซดา นำส่วนผสมนั้นไปแช่ตู้เย็นทิ้งเอาไว้ เพื่อให้รสชาติแต่ละอย่างผสมกลมกลืนกันได้ดียิ่งขึ้น กระทั่งจะเสิร์ฟค่อยเติมน้ำแข็งและโซดาลงไป

ซางเกรียเหมาะมากจะเสิร์ฟในวันร้อนๆ เช่นเดียวกับพันช์ทั่วไปนั่นแหละ โดยเฉพาะเมืองทางตอนใต้ของสเปน อย่าง แคว้นอันดาลูเซีย

แสดงว่า เราเลือกสถานที่เหมาะสมถูกกติกา ที่ไปดื่มไป ชมเชียร์ฟลาเมงโกไป ในเมืองหลวงของอันดาลูกเซีย อย่าง เซบีญ่า พอดิบพอดี

สเปนยังมีอาหารอร่อยๆ สำหรับการชูชกทัวร์อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น พิซซ่ารูปร่างสี่เหลี่ยมขนาดย่อม ซึ่งนิยมเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า ช็อกโกแลตดีไซน์น่ารักน่าหม่ำมีขายในตลาดสด และคอเบียร์ไม่น่าพลาด เบียร์อะลัมบรา (ชื่อเดียวกับมรดกโลกในกรานาดา) ที่ผลิตกันมาเกือบร้อยปี รสชาติไม่แพ้เบียร์เยอรมัน ฯลฯ

ขึ้นอยู่กับว่า พื้นที่ในกระเพาะของคุณมีพอหรือเปล่า?

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Barcelona In Pictures






Museo Picasso ก่อนอำลาบาร์เซโลน่า...




เฮ้อ... ตัดสินใจแทบไม่ถูก ด้วยเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดว่า จะไปหอศิลป์ปิกัสโซ Museo Picasso หรือว่าพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต Museo Xocolat ดี ที่หลังนั้นแสนจะน่าสนใจ แต่ที่แรกก็ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง ในที่สุดก็ต้องเลือก Museo Picasso หรือพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ เป็นสถานที่ปิดท้ายรายการการทัวร์ทุลักทุเล กระหืดกระหอบ ขาแข็ง ฯลฯ ณ บาร์เซโลน่า

Museo Picasso หายากโคตรๆ อยู่ในตรอกซอยน้อยนิด ต้องถามทางอยู่เนืองๆ ป้ายถนนที่นี่ก็มีประโยชน์ซะด้วยสิ (ประชด ครับ ประชด) ที่สำคัญอยากจะเตือนพ่อแม่พี่น้องที่ต้องการไปทัวร์บาร์เซโลน่า รวมทั้งอีกหลายแห่งในสเปนด้วย (โดยเฉพาะกรานาดาที่เรากำลังจะไปเยือนต่อ) ว่า เวลาเดินอย่าทำเป็นสวยเริ่ดเชิดหยิ่งไปล่ะ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุการณ์ "shit happen"

ไม่ได้สบถ แต่เป็น shit จริงๆ ครับท่านผู้ชม shit ซึ่งออกมาจากก้นของสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ ที่ชาวบาร์เซโลน่าและชาวสเปนทั้งหลายนิยมเลี้ยงกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่รู้จักมีกฎหมายออกมาบังคับให้คนเก็บ shit ของหมาตัวเองหรือไงก็ไม่รู้ เฮ้อ อย่าให้บรรยายเล้ย มันจะเหม็น

มาเข้าเรื่อง Museo Picasso ดีกว่า พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในอาคารเก่าแก่ สวยงามทีเดียว ค่าเข้าที่แจ้งในโลนลี่พลาเน็ตว่า 6 ยูโร แต่พอไปถึงจุดเกิดเหตุ ขึ้นเป็น 9.5 ยูโรไปแว้วววว แถมมิให้ถ่ายภาพ กับเก็บตังส์ค่าออดิโอทัวร์ต่างหากด้วย พวกเราก็เลยถอดแจ็กเก็ต เดินตัวปลิว ชมภาพเขียนฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ ยุคนั้นยุคนี้กันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ต้อง วอรี่ กับการถ่ายภาพ (อิอิ)

หลังชื่นชมภาพเขียนจำนวนมาก เราได้ข้อสรุปกันว่า เหตุที่พี่แกกลายเป็นผู้นำของคิวบิสม์นั้น เป็นเพราะว่าแกคงขี้เกียจวาดภาพสวยๆ ฝีมือเนียนๆ เนี้ยบๆ แล้ว แต่อยากวาดการ์ตูนมากกว่า

จะว่าไป 9.5 ยูโร ก็คุ้มแสนคุ้ม โดยเฉพาะห้องแสดงภาพที่พี่แกล้อเลียน เอ๊ย... ได้แรงบันดาลใจจาก Las Meninas ภาพดังของ ดิเอโก เบลาซเกซ (Diego Velázquez) ศิลปินร่วมชาติ แล้ววาด Las Meninas ในเวอร์ชันของตัวเอง ทั้งเจ๋งและขำ (เดี๋ยวจะโพสต์รูปไว้ให้ดู สำหรับคนที่ไม่เคยเห็น Las Meninas เวอร์ชั่น ปิกัสโซ)

เราปิดท้ายบาร์เซโลน่าด้วยการกลับไปเดินเล่นที่ถนนหลัก อย่าง รัมบลาส จนเมื่อย teen เดินไม่ไหว จึงลงเมโทรไปนั่งแกร่วรอรถไฟ tren hotel ลงใต้ไปกรานาดา

ระหว่างรอเรนเฟออกปู๊นๆ เราไม่รู้ทำไร จะกินข้าวก็แพง และไม่หิว ลองซื้อน้ำมาดื่มแล้วกัน ปรากฏว่า ไดเอตโค้กและน้ำส้มขวดละร้อยฝ่าบาท รู้งี้กินน้ำก๊อกไปอย่างเดิมนั่นแหละ

เย้... พรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาที่เมืองใหม่แล้ว

(to be continued)

ไปดื๋ยๆ ที่ คาซาบัตโย






ดื๋ยๆ บรืยๆ เหวอๆ หลอนเล็กน้อย คือนิยามของข้าพเจ้าเมื่อได้ไปเยือน คาซาบัตโย (Casa Batlló) ทาวน์เฮาส์สุดเริ่ด ฝีมือการโมดิฟายด์ของคุณพี่เกาดี้ (อีกแล้วครับท่าน)

อุแม่เจ้า บ้านหลังนี้ไม่มีเส้นตรง ทุกอย่างที่ได้รับการออกแบบล้วนได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และในธรรมชาติหามีเส้นตรงไม่! ว้าว... นั่นคือหลักในการออกแบบตกแต่งคาซา หรือบ้านของครอบครัวบัตโย่ของพี่เกาดี้เขา

ได้ข่าวว่า คาซา บัตโย เปิดให้เข้าชมประมาณ 10 โมงเช้า รีบไปเลยนะแต่เช้าถ้าอยากชมน่ะ เพราะว่า แต่ละรอบดูเหมือนจะจำกัดจำนวนผู้ชม ขนาดจำกัดแล้วคนยังยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่การตั้งแถวยาวเหยียดเพื่อรอคอยควักกระเป๋ากันตั้ง 16 ยูโร สำหรับเข้าไปชมความมหัศจรรย์ในการออกแบบสุดอลังการ

ดีที่ 16 ยูโรนี้ มีให้ทั้งโบรชัวร์แผ่นหนา แล้วก็อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์บรรจุคำบรรยายส่วนตัว (เลือกได้หลายภาษา แน่นอน... ไม่มีภาษาไทย อิอิ) พอเข้าไปแต่ละคนก็เลยอยู่ในโลกส่วนตัว ตาดู-หูฟัง (คำบรรยายจากเครื่อง) ดูๆ ไปก็เป็นภาพที่โคตรตลก แต่จะไม่ฟังก็ไม่ได้ คึๆๆๆ

นอกจากการออกแบบตกแต่งภายในแบบไร้เส้นตรง ที่แสดงความเป็นอาร์ตนูโวสุดๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ชอบมากที่สุดในคาซา บัตโย คือ ที่พี่เกาดี้ออกแบบกระจกให้มองผ่านไปแล้วเหมือนอยู่ในน้ำ เริ่ดมากทีเดียว แถมอาคารยังทาสีฟ้า ยิ่งส่งให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใต้บาดาลจริงๆ

บ้านหลังนี้สรา้งมาตั้งกะศตวรรษที่ 19 นู่น (ปี 1877) แต่พี่เกาดี้มาโมดิฟายด์ ตกแต่งภายในร่วมกับเพื่อน อย่าง โฆเซป มาเรีย ฆูฆอล (ชื่ออ่านยากจริง) ราวๆ ปี 1905–1907 ในช่วงรุ่งโรจน์ของแกนั่นแหละ ถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ อยู่เลยนะ น่าริษยาคนที่ได้อยู่จริงๆ แต่คงจะแพงหูฉี่เหมือนกันล่ะ

บนดาดฟ้าตึก พี่เกาดี้ไม่ลืมที่จะสร้า้งสรรค์ประติมากรรมรูปทรงแปลกๆ เอาไว้ (เหมือนฉี่รดแสดงความเป็นตัวตนเอาไว้ -- โห เปรียบซะเสีย) ทั้งโมเสกหลากสี สัตว์ประหลาดที่เรียกว่าจิ้งเหลน เอ๊ย dragon แล้วก็ยอดแหลมๆ ที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า เปรียบประหนึ่งดาบของเซนต์จอร์จ (นักบุญผู้อารักษ์เมืองบาร์เซโลน่า)

บนดาดฟ้ายังมีห้องที่สามารถสดับรับฟังเสียงน้ำ ดูเหมือนวิทยาการสมัยใหม่ แต่จริงๆ แล้วมีมาตั้งแต่ยุคนู้นเลย

นั่งอยู่ในห้องฟังเสียงน้ำนานๆ จะเงียบสงบมาก ต่างจากอาการยั้วเยี้ยของนักท่องเที่ยวด้านนอกลิบลับเชียวล่ะ

นี่นึกว่่าเขียนตอนนี้แล้วจะได้ออกจากบาร์เซโลน่านะเนี่ย! เรายังมีเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซได้อีกแน่ะ เชื่อป่ะ เสียดายก็แต่มิได้เที่ยว ปาเลา กูเอลล์ ซึ่งเป็นแมนชั่น หรือคาซาของเคาสตต์อูเอเซบี กูเอลล์ ผู้สนับสนุนคนสำคัญของพี่เกาดี้เขานั่นแหละ

เลยอดชมเสารูปผลไม้บนยอดตึกเลย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คืนนี้ต้องเดินทางลงใต้แว้วววว...

ไปต่อ...ปาร์ก กูเอลล์




ไม่รู้ว่า ที่ขายตั๋วพ่วงระหว่าง สกราดา ฟามีเลีย และปาร์ก กูเอลล์นี่เป็นเพราะมาสเตอร์ใหญ่ของทั้ง 2 แห่งจะยังเป็นรายเดียวกัน คือ ผู้สืบทอดตระกูล "กูเอลล์" หรือเปล่า แต่ก็เอาเหอะ (ชอบคอลัมน์ รู้ไปก็เท่านั้น ในต่วยตูนน่ะ เลยชอบอยากรู้เรื่องที่ไม่รู้จะรู้ไปทำไม แฮ่ๆๆ)

มาโง่กันต่อดีก่า...

พอออกจากสกราดา ฟามีเลีย ที่เราเที่ยวชมรอบๆ รวมทั้งโรงเรียนเกาดี้ และพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดินแล้ว (แต่ไม่ขึ้นลิฟต์ไปข้างบน เพราะคิวยาวมาก ต้องรอราว 2 ชั่วโมง แถมเสียเงินเพิ่มอีก 2 ยูโร = 100 บาทโดยประมาณ คนรอนี่ก็บ้าเข้าขั้น) เป้าหมายต่อไปของเราอยู่ที่ ปาร์ก กูเอลล์ -- แต่เอ... จะไปยังไงน้าาาาา

สงสัยต้องพึ่งศูนย์ท่องเที่ยวอีกรอบ แต่นั่นหมายถึงเราดันเดินวนรอบสกราดา ฟามีเลียอีกประมาณ 2 รอบ ถึงรู้ว่า มันอยู่ตรงหน้านี่เอง 55

เรามุดลงเมโทรอีกครั้ง ก่อนจะมาโผล่ใกล้ๆ และลัดเลาะมายังทางขึ้นที่ดูหรูหราอลังการด้วยการมีบันไดเลื่อน! แต่อยากจะบอกว่า บันไดเลื่อน 3-4 ช่วงที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตาครับท่านผู้ชม เพราะเรายังต้องปีนไปยังปาร์กกูเอลอย่างหอบแฮ่ก พร้อมทั้งจินตนาการไม่ออกว่า ขาลงตูจะเดินยังไง ข้อจะเสื่อมมั้ยนี่

เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องปาร์กกันดีก่า จะได้ลืมความเมื่อยในการปีนอันโหดร้าย

ปาร์ก น่าจะเป็นสวนนั่นเอง ที่มีท่านเคาน์อูเอเซบี กูเอลล์ ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของพี่เกาดี้เป็นต้นคิด หะแรกรู้สึกจะสร้า้งเป็นหมู่บ้านสุดหรูหราในสวน ซึ่งมีทั้งสวนหินและต้นไม้ ออกแบบโดยใครคงไม่ต้องสาธยาย แต่ทว่า กลับขายไม่ออก ทั้งๆ ที่บ้านหลายหลังในสวนอันมหึมาแห่งนี้น่ารัก เหมือนหมู่บ้านในเทพนิยาย

บ้านหลังหนึ่งในนี้ จึงตกเป็นสมบัติของพี่เกาดี้ และตอนนี้ก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ความเป็นอยู่ และผลงานแสนพิสดารไม่ซ้ำใครของอันโตนิโอ เกาดี้

แค่ทางเข้าของปาร์ก กูเอลล์ก็แสนตระการตา (เราเดินเข้ามาทางด้านหลัง ย้อนศรมาด้านหน้า) ด้วยบ้านขนมปัง 2 หลังสุดน่ารัก บันไดสเปนที่ทอดสูงขึ้นไปดูไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยลวดลายและสีสันของโมเสกที่พี่เกาดี้ออกแบบ

ที่ป๊อปปูลาร์สุดๆ เห็นจะเป็นพี่จิ้งเหลนยักษ์ประดับโมเสก เห็นภาษาอังกฤษเขียนว่าเป็น dragon ซึ่งถ่ายรูปไม่ได้เลย เพราะถูกรุมทึ้ง (ถ่ายรูปคู่) ตลอดเวลา

ป๊อปปูลาร์กว่า เสาพยุงทางเดินรูปทรงหลุดโลก ที่ยังมีโอกาสเปิดโล่งให้ "ตูริสต้า" ได้ถ่ายภาพเดี่ยวกันมั่ง

คนหลั่งไหลมาสกราดา ฟามีเลีย หรือปาร์ก กูเอลล์ ยากจะเปรียบเทียบว่า ที่ไหนเยอะกว่าที่ไหน คิดว่าที่ปาร์กนี่คนเยอะมาก เพราะกว้่างขนาดนั้นยังรู้สึกว่าคนยุ่บยั่บไปหมด

ในย่านท่องเที่ยวของสเปน มักมีคนมานั่งเล่นดนตรี โดยเฉพาะกีตาร์ฟลาเม็งโก ที่ปาร์ก กูเอลล์ นี่ก็มีอยู่หลายเจ้า ฟังดูเพราะเป็นพิเศษ สงสัยเป็นเพราะบรรยากาศงามๆ พาไป

เอ... เพลงอะไรน้าาา ลืมอีกแล้วววววว

หลังพลาดหวังจากการถ่ายรูปคู่กับ dragon หรือ จิ้งเหลนหลากสีลายโมเสก เราก็เลยเดินขึ้นบันไดมายังอาคาร "เสานัก" (ภาษาเหนือแปลว่า เสาเยอะ อิอิ) ซึ่งเป็นโถงทางเดินใต้ลานปูนข้างบนอีกที ซึ่งอย่างที่บอกก็คือ มีคุณพี่ (เคย) หนุ่มสเปนกำลังครวญกีตาร์อยู่ เป็นเพลงคลาสสิกสร้างความเคลิบเคลิ้มราวย้อนไปในอดีต

เพลงอะไรสักอย่าง (ถามป้าจ๋าแล้วไม่ยอมจำ) แต่ทำให้นึกถึงเวลาดูหนังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณค่ายกักกันที่ชอบบรรเลงเพลงคลาสสิกอ่ะ -- เพราะจัง แต่ก็ได้เวลาที่จะเดินต่อไปในสวนกูเอลล์อัน "ฟ่างฝาง"

เดินหลงไปหลงมาในที่สุดก็เจอจนได้... ก็บ้านพี่เกาดี้ไงล่ะ ปัดโธ่ ตอนนี้เรียกว่า บ้านพิพิธภัณฑ์เกาดี้ (Casa-Museu Gaudi) ที่รวมรวมผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์สุดอลังการยุคโมเดิร์นนิสม์ของพี่แกเอาไว้

ถ้าใครนึกยุคโมเดิร์นนิสม์ในแวดวงศิลปะไม่ออกละก็ ในแวดวงตกแต่งบ้านละง่ายเลย ก็อาร์ตนูโวยังไงล่ะ แต่ละชิ้นงี้ฉวัดเฉวียน ลวดลายโค้งมน อลังการงานสร้าง แบบ นูโว้...นูโวเชียว รับรองว่า ไม่มีใครจะออกแบบได้ประหลาดและสร้างสรรค์ได้เท่าพี่แกเลยล่ะ

ในบ้านยังเก็บส้วมสุดไฮโซ และห้องนอนแสนจะเรียบง่ายของพี่เกาดี้เอาไว้ด้วย ไม่น่าเชื่อว่า คนที่มีความคิดออกแบบเฟอร์นิเจอร์เก๋ สุดพิสดารขนาดนั้น จะมีความเป็นอยู่โค ตะ ระ จะเรียบง่าย (เหมือนโต๊ะทำงานของแกที่สกราดา ฟามีเลีย ที่มีแต่งานกับห่อผ้าใส่กับข้าวแขวนเอาไว้)

เอาละครับท่านผู้ชม ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว ครั้นจะปีนกลับไปทางเก่าก็แสนทดท้อใจจริงๆ ก็เลยเดินออกตรงทางเข้าจริงๆ ของปาร์ก กูเอลล์ ซะงั้น (ทำเป็นเชี่ยวชาญ) ว่าแล้วก็เดินทางตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ คราวนี้ไม่หลงครับท่านผู้ชม แค่เดิมอ้อมเป็นวงกลมรอบปาร์ก กูเอลล์ในพื้นราบเท่านั้น อิอิ

ก็วันนี้ไม่รีบไปไหนแล้วนี่นา ครึครึ

พอกลับถึงที่พักสิ่งที่คำนวนก่อนนอนไม่ใช่แค่ว่าใช้ตังค์ไปเท่าไหร่ และพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหนกันดี

แต่เป็น... วันนี้เราเดินกันไปกี่กิโล?

อ้อ... บอกแล้วว่า รักบาร์เซโลน่า ม้าก-มาก พรุ่งนี้ยังอยู่บาร์เซ เป้าหมายคือ บ้านบัตโย่ (ไม่ใช่แรพโย่ ไม่ต้องเต้น แฮ่ๆๆ)

(to be continued...)

เที่ยวแล้วจ้า... สกราดา ฟามีเลีย





หลังจากไปเดินฝ่าอากาศหนาวที่ริมฝั่งทะเลมาแล้ว พวกเราก็นึกได้ว่า ควรจะเหน็ดเหนื่อยง่วงนอนจากการเดินทางกันบ้างนะ เพราะฉะนั้น ไปนอนพักผ่อนดีก่า

ก่อนนอน เราทำเป็นวางแผนเที่ยววันพรุ่งนี้กันพอหอมปากหอมคอ ดูเหมือนตั้งใจ เตรียมพร้อมมาเที่ยวสักนิดหน่อย ว่าแล้วก็กำหนดจุดไฮไลต์ โดยมีคู่มือชื่อว่า โลนลี แพลนเน็ต

เริ่มที่ สกราดา ฟามีเลีย การเดินทาง นั่งเมโทร (รถใต้ดิน) ไปโผล่ ณ จุดเกิดเหตุ สถานีสกราดา ฟามีเลียเลย

อย่าคิดว่า พอข้ามคืนแล้วพวกเราจะฉลาดขึ้น เพราะพอโผล่จากหลุมรถเมโทรมาปุ๊บ ก็เริ่มหันรีหันขวางกันอีกแล้วครับท่าน โชคดีที่อาศัยเดินตามนักท่องเที่ยวหมู่มาก จึงพบโบสถ์สุดอลังการงานสร้างของคุณพี่อันโตฯ เกาดี้ เข้าให้จนได้

อุแม่เจ้า ใครกันหนอที่บังอาจนำเอา สกราดา ฟามีเลีย ไปเทียบชั้นกับวัดร่องขุ่น ของคุณพี่เฉลิมชัยได้ (ม่ายอาว ไม่พูด) อิฉันจะไม่ขอวิพากษ์วิจารณ์เอาไว้ ณ ที่นี้

ขอเล่าชีวิตเศร้าๆ ของพี่อันโตนิโอ เกาดี้ หรือ อันโตนี ปลาซิด กูอิลเยม เกาดี้ อี กอร์เนต ส่วนที่เกี่ยวกับสกราดา ฟามีเลีย เอาไว้พอสังเขป

เที่ยวแบบมีความรู้นะเนี่ย... อิอิ

อันโตนิโอ เริ่มต้นผลงานสุดอลังการและกลายเป็นสถานที่ที่ใครไปบาร์เซโลนาต้องไปเยือน นั่นคือ สกราดา ฟามีเลีย (Sagrada Familia หรือ The Sacred Family) วิหารที่ศักดิ์สิทธิ์แบบที่มีห้องใต้ดินสำหรับฝังพระศพของครอบครัวศักดิ์สิทธิ์ หรือครอบครัวของพระคริสต์ ตามความเชื่อของนิกายคาทอลิก

หะแรกนั้น ฟรานซิสโก เดล บิลยาร์ เป็นเจ้าของโปรเจกต์ แต่อยู่ดีๆ พี่แกก็หยุดทำไปเฉยๆ สงสัยจะเห็นซึ้งถึงสัจธรรมว่า ถึงตายก็ยังสร้างไม่เสร็จ ส้มชิ้นโต (โคตรๆ) นี้ ก็เลยตกปุ๊ลงตรงหน้าของอันโตนิโอ (ผู้ไม่รู้ชะตากรรมของตัวเอง...ซะแล้ว)

เขาออกแบบให้ สกราดา ฟามีเลีย มีหอระฆัง 18 แห่ง 12 หอเพื่อระลึกถึงสาวก 12 คนของพระเยซู ส่วนอีก 4 หอระฆังสำหรับ 4 ผู้เผยพระวจนะของพระองค์ ทั้ง 16 หอระฆังตรงนี้ สูง 100 เมตร ออกแบบให้เชื่อมโยงกับโถงใหญ่ ที่จะนำมาสู่หอระฆังคู่ซึ่งสูงที่สุดบริเวณด้านหน้า (170 เมตร) ที่สร้างเพื่อสดุดีพระแม่มารีและพระเยซูคริสต์

เวลาผ่านไป ผู้ร่วมงานที่สกราดา ฟามีเลียของเขา ล้มหายตายจากไปทีละคนๆ ทำให้การก่อสร้างสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้เป็นไปด้วยความล่าช้า ผนวกกับพิษเศรษฐกิจของบาร์เซโลนาที่ไม่ปรานีใคร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้อุปถัมภ์คนสำคัญของเขา เคานต์เออูเซบี กูเอลล์ มีอันต้องลาโลกไปก่อน

อ้าว คราวนี้จะเอาตังส์จากที่ไหนมาสร้า้งต่อล่ะ เฮ้อ!

อาจจะโชคดีก็ได้ที่ไม่นานหลังจากนั้น เขาเองถูกรถรางชนจนปางตาย ด้วยความที่เขาอยู่ในเสื้อผ้าซอมซ่อ ทั้งในกระเป๋าสตางค์ก็ไม่มีเงินซักแดงเดียว รถแท็กซี่คันแล้วคันเล่าไม่ยอมพาไปส่งโรงพยาบาล เวลาผ่านไป ่ในที่สุดเขาก็ถูกพาไปส่งที่โรงพยาบาลคนยาก

ไม่มีใครจำได้เลยว่าเขาคือยอดศิลปินแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ จนกระทั่งเพื่อนของเขามาพบและพยายามให้ย้ายไปโรงพยาบาลที่ดีกว่า แต่อันโตนิโอไม่ยอม

เขาเสียชีวิตใน 3 วันต่อมา ผู้คนกว่าครึ่งค่อนเมืองบาร์เซโลนาออกมาไว้อาลัยจนทั่วท้องถนน (ไม่รู้รวมแท็กซี่รายที่ไม่ยอมพาเขาไปส่งโรงพยาบาลนั่นด้วยหรือเปล่า)

ร่างอันไร้วิญญาณของพี่เกาดี้ ได้รับการบรรจุเอาไว้ ณ ใจกลางของสกราดา ฟามีเลีย นี่เอง

เบื้องหลังเบื้องลึกเกี่ยวกับ สกราดา ฟามีเลียยังมีอีก...

ก่อนตาย อันโตนิโอได้เปลี่ยนใจ และเขียนแบบพิมพ์เขียวของสกราดา ฟามีเลีย ใหม่ทั้งหมด น่าเสียดายมากๆ ที่แบบแปลนชิ้นล่าสุดได้ถูกทำลายไป ระหว่างการเถลิงอำนาจของรัฐบาลเผด็จการของนายพลฟรังโก (ถ้าใครเคยอ่าน แด่คาตาโลนา หรือ Homage to Catalonia ของ จอร์จ ออร์เวลล์ คงเห็นบรรยากาศการเผาทุกสิ่งอย่าง โดยเฉพาะตำราความรู้ภาษาคาตาลัน) ที่กำลังสร้างต่อกันอยู่ เลยยังเป็นแปลนเดิมที่เขาคิดไว้แต่แรก ซึ่งไม่รู้ว่าจะเป็นเหตุให้สร้างไม่เสร็จเสียทีหรือเปล่าก็ไม่รู้ (วิญญาณแกอาจจะวนเวียน และเซ็งอยู่)

เมื่อปี 2007 ที่ผ่านมา เพิ่งมีการกำหนดเป้าหมายอย่างจริงจัง ว่าการก่อสร้างส่วนที่เหลือจะเสร็จสมบูรณ์ในปี 2026 (ขอให้จริงเหอะ สาธุ)

สกราดา ฟามีเลีย แสดงให้เห็นอัจฉริยภาพในการสร้างสรรค์ของยอดสถาปนิก ที่ได้แรงบันดาลใจจากอาคารสมัยโกธิก ผสมผสานกับขนบในการก่อสร้างอาคารแบบสเปนแท้ การออกแบบเสาเลียนแบบต้นไม้ การทดลองนำเอาถุงทรายเล็กๆ มาถ่วงน้ำหนัก เพื่อการออกแบบจัดวางเสา โค้งประตู/หลังคา ผนัง และห้องใต้ดิน ที่ผ่านการคำนวณมาแล้วอย่างแม่นยำ

ในชีวิตของอันโตนิโอ เขาใช้เวลามากมายไปกับการศึกษามุมมองต่างๆ และส่วนโค้งเว้าของธรรมชาติ ซึ่งได้กลายมาเป็นแรงบันดาลใจอันใหญ่หลวงในผลงานการออกแบบของเขาทุกชิ้น (ทุกแห่ง ล้วนได้จดทะเบียนเป็นมรดกโลกของนูเนสโก) การนำธรรมชาติมาคำนวณด้วยหลักเรขาคณิต ออกมาเป็นอาคารสถานที่ เฟอร์นิเจอร์ โคมไฟ ฯลฯ นับว่าเป็นเรื่องใหม่มากในยุคนู้น

เสาทุกต้นในสกราดา ฟามีเลีย เลียนแบบโครงร่างของต้นมะพร้าว โครงเหล็กประดับประตูของปาเลากูเอลล์ เลียนแบบรังของตัวต่อ รั้วปาร์กกูเอลล์ (Parc Guell) ลอกเลียนจากรูปทรงใบตาล หลังคาโรงเรียนเกาดี้ (หรือโรงเรียนสกราดา ฟามีเลีย) ออกแบบตามโค้งธรรมชาติของใบไม้ ฯลฯ

ว้าว... เห็นภาพกันมั้ยล่ะ?

ข้อมูลเหล่านี้ นอกจากลอกมาจากโบรชัวร์ที่มีแจกหลายภาษาแล้ว ยังมีอยู่ในมิวเซียมใต้ดินของสกราดา ฟามีเลีย และในโรงเรียนสกราดา ฟามีเลีย คุ้มโคตรๆ ซื้อบัตรคนละ 9 ยูโร (8 ยูโร ได้ดูสกราดา ฟามีเลียเพียงลำพัง) ได้เที่ยวปาร์กกูเอลล์ด้วยนะ จะบอกให้

ไว้จะเล่าเรื่องไปเที่ยวปาร์กตอนหน้า...นะตัวเอง

(to be continued...)

ถึงบาร์เซโลน่า...และ



กราบขออำไพแฟนคลับสเปนทุกๆ ท่าน ที่หลอกให้อ่านเที่ยวโง่ๆ ตอนแรกอยู่ตั้งนาน (นม) เนื่องด้วยช่วงนี้ "งานเข้า" จัดเหลือเกิน ทั้งงานราษฎร์ งานหลวง งานเจ้า (นาย) วุ่นวายไปสักนี้ดส์ กว่าจะพามาเที่ยวโง่ๆ กันต่อได้ก็แทบลืมไปเลยว่าเคยไป (ฮา)

ความเดิมตอนที่แล้ว มาถึงในเมืองบาร์เซโลน่า ก็ยังโง่ต่อ (แต่ไม่มาก) เดินหา โอ๊สตัล โปรตุเกส ที่จองเอาไว้ ตามแผนที่ที่สาธยายเอาไว้ในใบจองเป๊ะ หาป้าย Hostal Portugal ไม่เห็นจะเจอ เจอแต่ Pension Portugal ก็เกือบสุดถนนแล้ว คงจะใช่ที่นี่เอง ท่านว่าอยู่ชั้น 1

กดออด... ประตูเปิด... ชั้นแรก ไม่มีร่องรอยของการเป็น โอ๊สตัล แต่อย่างใด

ขึ้นกระได... วนครั้งที่ 1 เฮ้ย ! ยังไม่มีอีกว่ะ ใช่เปล่า (ฟะ)

แทนที่จะพะรุงพะรังกัน ก็เลยตกลงกันว่า ทิ้งกระเป๋าไว้ (แม่ม) ที่กระไดนี่แหละ เดี๋ยววิ่งขึ้นไปก่อน รู้สึกจะวนขึ้นไปอีก 2 รอบด้วยกัน จึงจะเจอหนุ่มหน้าขาวแต่คมเข้ม (แต่คาดว่ามิใช่คนสเปน เนื่องจากพูดภาษาอังกฤษได้ดี อิอิ) "ที่นี่โอ๊สตัสโปรตุเกส ใช่บ่" he พยักหน้าหงึกๆ "แม่นแล้วอีนางเอ๊ย" (อย่าลืมว่า บาร์เซโลน่าอยู่ภาคอีสาน ฮิๆ)

ขอโทษครับ คุณพี่ บ้านผมอย่างนี้เขาเรียก ชั้น 3 แล้วนะพ่อคุณ ไปรู้ตอนขึ้นลิฟต์ที่เมืองไหนสักเมืองหลังจากนั้น ว่า ที่สเปนเริ่มนับชั้นแรกเป็นชั้น 0 แล้วมีชั้น -1 ค่อยชั้น 1-2-3 ตามลำดับ -- โอ๊ย ตรูจะบ้า

เห็นมั้ยครับท่านผู้ชม แค่เดินหาโรงแรมที่พัก ยังมีเรื่องราวมากมายขนาดนี้

ที่บาร์เซโลน่า เรามี 3 เตียงนอน เนื่องจากโต้โผที่ต้องการมาสเปนนัดกันว่า จะมาขึ้นฝั่งที่บาร์เซโลน่า ดังนั้น เตียงของเพื่อนผู้เบี้ยวไม่มาซะงั้น จึงกลายเป็นที่วางสมบัติบ้าของพวกเราที่จะต้องค้างกันถึง 2 คืน

ว้าว! รัก (บาร์เซ) กันจริง

น้ำก๊อกที่กะว่าจะมาประทังชีวิตเราในบาร์เซโลน่ารสชาติฝาดเฝื่อนเป็นอย่างสูง โชคดีเมืองใหญ่ประมาณเชียงใหม่บ้านเรา มีซูเปอร์สโตร์อย่าง คาร์ฟูร์ ไว้ให้ได้ฝากชีวิต ที่มีทั้งน้ำดื่มและผลไม้ราคาถูก!

โอ้แม่เจ้า สตรอว์แบร์รี่ผลใหญ่เกือบเท่าฝ่ามือ สะใจมากๆ

เย็นวันแรกเราเดินเซอร์เวย์หนทางใกล้บ้านกลางอากาศหนาวราวๆ 15 องศา ฟังดูเหมือนไม่น่าจะหนาวเท่าไหร่ แต่ทำไม่รู้สึกหนาวมากก็ไม่รู้ สงสัยยังปรับตัวไม่ได้ โดยเฉพาะกระแดะชอบเรือที่มีเสากระโดง จึงไปเดินเล่นบริเวณท่าเรือเพื่อชักภาพสวยๆ ยามโพล้เพล้กัน

หนาวสั่นกันไปเลยสิคุณ

อิอิ มันยังไม่เริ่มเที่ยวซ้ากที ...

(to be continued...) ก่อนแล้วกัน เนอะ