วันเสาร์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2551

Dear Khun Loong Alcazaba...




ถึงคุณลุงแห่งโอ๊สตาล อัลคาซาบา ณ เมืองกรานาดา

ลุงได้สร้างความประทับจิตประทับใจให้พวกเราม๊าก-มาก แม้เราจะเจอกับนางยักษ์ที่อินฟอร์เมชั่นเคาน์เตอร์ของการ "เรนเฟ" (รถไฟ) แห่งประเทศสเปน เกือบจะรับประทานศีรษะมา เพราะดัน-ดั๊น-ดันไปถามทาง หากรู้ไม่ว่า เจ๊น่ะ ให้ข้อมูลได้แต่เรื่องเกี่ยวกับ "รถไคว" เท่านั้น อย่างอื่น "ชั้นจะไปรู้ได้ไง" (ยักไหล่ด้วย) แม้จะเป็นถนนใจกลางเมืองกรานาดาที่ชั้นอยู่่ ชั้นก็บ่อฮู้บ่หันก้าาาาาา

ก้าวแรกที่เราหาโอ๊สตาลของคุณลุงเจอ กรี๊ดสลบอันแรกคือ ที่นี่มีลิฟต์! ครับท่านผู้ชม ไม่ต้องแบกอย่างทุลักทุเลกันเช่นบาร์เซโลนาอีกแล้ว...

ไปถึงบ้านลุงราวๆ สักแปดโมงเช้า คุณลุงก็รีบจัดการทุกสิ่งอย่างเพื่อให้เราได้เข้าพัก ว่าแล้วก็ยังไม่ถึงเวลาที่แขกรายอื่นเช็คเอาต์ แต่คุณลุงก็ไม่ไล่ให้เรารีบไปไหน แต่กระวีกระวาดหาแผนทีเมืองกรานาดามากาง และพยายามสื่อสารกับเราด้วยภาษาอังกฤษที่ลุงคงไม่ถนัดเท่าไร

คุณลุงออกตัวว่า กรานาดาเป็นเมืองเล็กๆ เดินไม่กี่อึดใจก็ทั่วแล้ว แต่ถ้าจะไปย่านท่องเที่ยว โดยเฉพาะ อะลัห์มบรา นั่งรถไปก็ดีเพราะภูมิประเทศเป็นเชิงเขา

เสร็จแล้วลุงก็เริ่มกระวนกระวายดูเวลา ไอ้พวกเราก็คิดว่า สงสัยลุงคงจะรีบทำธุระปะปังอะไรของแก แต่ในที่สุดคุณลุงก็ว่า ถ้ารีบไปตอนนี้ก็อาจจะยังมีสิทธิ์ได้เข้าไปเที่ยวอะลัห์มบรา

ที่แท้ลุงก็กลัวเราอดเที่ยวน่ะเอง

ครั้นพอลุงรู้ว่า พวกเราจองตั๋วเข้าชมพระราชวังแขกมัวร์เอาไว้วันรุ่งขึ้น ลุงก็เปลี่ยนแผน แนะการทัวร์กรานาดาใน 1 วันให้เราทันที อูว ว้าว

ช่วงเช้าที่เรายังไม่ได้ห้องพัก เราก็เลยออกไปเดินเที่ยวใกล้ๆ ตามแผนลุง เริ่มจากเติมเต็มท้องด้วยพิซซาหน้าชีสสไตล์สเปน ในร้านนั่งสบายสไตล์ฮิปปี้ คนที่นี่น่าปวดเฮดจริงๆ ฟังเพลงฝรั่งอังกฤษ-อเมริกันอยู่แท้ๆ แต่ไม่ยอมสื่อสารภาษาอังกฤษ ด้านความกล้านั้นสู้คนไทยก็ไม่ได้ แม้ไม่รู้ความยังพูดได้ฉอดๆ แกไม่เข้าใจก็เรื่องของแก (ฮา)

อิ่มหนาสำราญ เราก็เริ่มเดินมาเที่ยวย่านถนนกรานเบีย ไปดูโบสถ์คริสต์สมัยศตวรรษที่ 14 กัน ราคาถู้ก-ถูก แค่ 3.5 ยูโรเอง แต่หะแรกก็เสียวๆ ว่าจะมีแค่ห้องๆ เดียวที่มีแท่นบูชาต่างๆ รวมทั้งพระศพของพระนางอิซาเบลลา และฟิลิป เดอะ แฮนด์ซั่มหรือเปล่า

ที่ไหนได้ พอทางเดินออก กลับแสดงงานศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาเอาไว้มากมาย

เดินชมนั่นชมนี่อยู่สักพัก ใกล้เที่ยงเต็มที เราเริ่มคันเนื้อคันตัว (เพราะไม่ได้อาบน้ำตอนกลางคืนจนบัดนี้) และอยากมาม่า! (ไม่ได้หิว แต่อยาก เข้าใจป่ะ) ว่าแล้วเราก็เดินกลับไปโอ๊สตาลก่อนจะเที่ยวตามแผนที่ลุงวาดไว้ (บนแผนที่ที่ให้มาน่ะแหละ) กันต่อ

นอกจากลุงจะให้ยืมปลั๊กต่อฟรีๆ แล้ว หลังจากเราพยายามเช็กน้ำร้อนที่มไ่ม่ยอมร้อน ทำให้เราเกือบจะเฟลเรื่อง(อยาก) มาม่าไปแล้ว เราก็ใจดีสู้เสือ (นี่ขนาดลุงเขาไม่ดุสักหน่อย) จริงๆ แล้วเรียกว่าหน้าด้านไปขอน้ำร้อน โดยนำถ้วยสตาร์บักส์ที่เก็บเอามาจากเมืองที่แล้วไปใส่

ลุงทนเห็นความอเน็จอนาจไม่ได้ ก็เลยต้มน้ำมาให้เสีย 1 เหยือกโตๆ สงสัยมันจะเอามาต้มกาแฟกัน

ที่ไหนได้ ผลออกมาเป็นสตาร์บักส์มาม่า ซู้ด อาหย่อยมากๆ

นี่ขนาดไม่ได้หิวนะ อิอิ

(to be continued...)

วันอาทิตย์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เดินทางลงใต้ไปกรานาดา





ในที่สุดก็ถึงกาลลาจากบาร์เซโลนาซ้ากที ขอจรลีไปที่เมืองอื่นๆ บ้างเถอะ แม้จะมีอลังการงานสร้างอีกหลายแห่งของพี่เกาดี้ที่ยังมิได้ไปเยือน (เอาไว้โอกาสหน้าแล้วกันนะ เมื่อไหร่ก็ม่ายรุ)

พวกเราวางแผนเดินทางลงใต้ ไปกรานาดาโดยทางรถไฟที่เรียกว่า เทรนโฮเตล ซึ่งปรากฏว่าต่างจากภาพที่เราจินตนาการเอาไว้ม้าก มาก ด้วยความที่ค่าโดยสารเรนเฟแพ้ง แพง เราก็เลยจิตนาการเอาไว้ซะหรูหราว่า คงจะต้องเป็นเตียงนอนให้เราเหยียดยืดได้สบายอุราแน่ๆ ที่ไหนได้มันก็ไม่ต่างจากรถไฟสปรินเตอร์สักเท่าไร เคราะห์ดีเป็นสาวเอเชียขาสั้นกันทั้ง 2 ราย ก็เลยนั่งสบายๆ ลงใต้จากบาร์เซโลนาสู่กรานาดา

ที่น่าทรมานยิ่งกว่าการนั่งรถไฟตลอดคืนจนเมื่อยตูด ก็คือ สาวฝรั่งและสาวสเปนที่เมาท์ไม่หยุด ตั้งแต่เวลา 3 ทุ่มที่เราขึ้นรถไฟ กระทั่งเรื่อยเลยไป หลับแล้ว กรนแล้ว รถจอดสถานีใหญ่อีกทีที่บาเลนเซีย เวลาประมาณตี 2 she เพิ่งเดินขึ้นรถไฟมาสดๆ พร้อมโทรศัพท์มือถือประดับที่หู and then เมาท์ๆๆๆๆๆๆ โห... ตี 2 แล้ว ปลายสายมันยังไม่นอนอีกรึนั่น

ถึงยังไงก็ยังหลับลง อิอิ ตื่นมาอีกทีตอนเช้าตรู่ ทิวทัศน์ก่อนเข้าสู่เมืองกรานาดาสวยมากๆ เป็นเนินเขาที่ประดับด้วยทุ่งหญ้าเขียวเป็นหย่อมๆ แถมมีดอกหญ้าสีเหลืองเล็กๆ ปกคลุมอยู่ งดงามมากๆ (มัวแต่เมาขี้ตาเลยไม่ได้ถ่ายรูป) 555

และแล้วเราก็มาถึง กรานาดา อันเป็นที่ตั้งของ อะลัห์มบรา (Alhambra) พระราชวังแขกมัวร์สีแดง ที่ตอนนี้อยู่ในฐานะมรดกโลกของยูเนสโก (ใกล้จะเป็นญาติกับปราสาทพระวิหารรอมร่อ อิอิ)

ด้วยความที่โอ๊สตาลที่พักไม่ได้บอกอะไรไว้เลย นอกจากบอกว่า อยู่กลางเมือง ยังไงก็หาเจอ ลงโรงแรมรถไฟมาปุ๊บ เราก็แล่นเข้าไปยังเคาน์เตอร์ที่เขียนมา informacion ปั๊บ เพื่อถามทาง ยัยป้าหน้าเคาน์เตอร์ทำท่ายักไหล่หาใส่ใจในคนตัวเหลือง แล้วพ่นภาษาสเปนใส่ ฟังไม่รู้เรื่องแต่พอจะเดาออกว่า "ตูจะไปรู้ได้ไง ชั้นให้ข้อมูลเกี่ยวกับรถไฟเท่านั้นย่ะ!" เซ็ง!

จำได้ว่า ไปถึงเวลาเช้าตรู่ ราวๆ 8 โมงเช้า ชาวสเปนน่ะหรือจะแหกขี้ตาตื่นขึ้นมาไหว เดินคลำทางไปมา เจอคุณลุงท่าทางใจดีเดินมาซื้อหนังสือพิมพ์ยามเช้า เพื่อนสาวผู้รู้ภาษาสเปนนิดหน่อยต้องควักความรู้ออกมาใช้ล่ะคราวนี้ ขณะดิฉันผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ฟังอยู่ข้างๆ กาเย่ๆๆๆๆ -- เอ มันเกี่ยวอะไรกับ cahier (กาเย่ร์) ภาษาฝร่ังเศสที่แปลว่า สมุดจด (ข่าว) เล่านี่

อ้อ เขาหมายถึง กาเย่ (calle) ภาษาสเปนที่แปลว่าถนนตะหากเล่า

โอวววว์ คอมมิวนิเคชั่นเบรกดาวน์อีกแล้ว

(to be continued)

ตอนหน้าอย่าพลาดเรื่องคุณลุงรูปหล่อใจดี ประจำโอ๊สตาล อัลคาซาบาร์

วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2551

เที่ยวไป กินไป (ไม่ได้บ่น) ในสเปน




ชูชกทัวร์เริ่มต้นอีกครั้ง... แทนที่จะศึกษาว่า เดินทางไปประเทศนี้ควรจะไปเที่ยวที่ไหนบ้าง สิ่งแรกที่ตั้งคำถามเอาไว้คือ จะไปกินอะไรดีหนอ?

อาหารสเปน “บ้านๆ” ที่ใครๆ บอกว่า ไปแล้วต้องกิน คือ ปาเอลย่า ทาปาส ซางเกรีย ... แน่นอน ทั้งหมดคือเป้าหมายของเราในคราวนี้

เท่าที่เคยได้ยินมา อาหารสเปนคือหนึ่งในกลุ่มอาหารเมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งเน้นหนักไปที่การบริโภคน้ำมันมะกอก และอาหารทะเลเป็นหลัก

**ปาเอลย่า ข้าวผัดสเปน

หลายคนที่เคยไปสเปนมาแล้ว บอกว่า ข้าวผัดสเปนไม่อร่อย แถมมันมากๆ ของอย่างนี้ พูดแต่ปากใครจะไปเชื่อ ต้องลองเอง...

บนท้องถนนในย่านท่องเที่ยว ภาพโฆษณาเชิญชวนหม่ำ ปาเอลย่า (paella) ติดอยู่ตามหน้าร้านอาหารแทบทุกแห่ง สีสันหน้าตาของเจ้าข้าวผัดสเปนนี้ ยั่วน้ำลายไม่ใช่เล่น กุ้งเป็นกุ้ง หอยเป็นหอย น่องไก่เป็นน่องๆ – หมายถึงชิ้นเบ้งๆ ทั้งนั้น

ที่น่าตื่นเต้นก็คือ อาหารที่สั่งมา หน้าตาเหมือนภาพในโฆษณาเพะ !

ปาเอลย่า เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวบาเลนเซีย ในภาษาสเปนหมายถึง กระทะผัด มิน่าเล่า อาหารจานนี้จึงเสิร์ฟมาในกระทะร้อน

ข้าวผัดสเปนมักจะมีส่วนผสมครบถ้วนทั้งผักทั้งเนื้อสัตว์ โดยเฉพาะ เนื้อสัตว์ทะเล เป็นที่นิยมมาก โดยส่วนผสม 3 อย่างที่หากขาดไปจะเรียกปาเอลย่าไม่ได้ คือ ข้าว หญ้าฝรั่น (แซฟฟรอน) และน้ำมันมะกอก ทำให้บางครั้งก็เรียกอาหารจานนี้ว่า ข้าวผัดแซฟฟรอน

สำหรับต้นกำเนิดของเจ้าข้าวปาเอลย่ามีหลายที่มา บ้างว่า เป็นมรดกตกทอดตั้งแต่ครั้งแขกมัวร์มีอำนาจในสเปน อีกแหล่งหนึ่งก็บอกว่า จานนี้น่าจะเดินทางมาจากทางใต้ของฝรั่งเศส ส่วนอีกกระแส คือ ปาเอลย่า ข้ามน้ำข้ามทะเลมาจากประเทศกรีซนู่น

จะอย่างไรก็ตาม ปาเอลย่า หมายถึง ข้าวผัดที่ปรุงขึ้นในกระทะปาเอลย่า เริ่มด้วยการอุ่นกระทะร้อน ใส่น้ำมันมะกอกเล็กน้อย โยนเนื้อสัตว์ ตามด้วยผัก พอผัดจนใกล้สุกแล้วเติมน้ำ พอใส่ข้าวลงไปรอให้สุก โดยมีขั้นตอนสำคัญคือการเพิ่มกลิ่นรสด้วยหญ้าฝรั่นและซอสโซฟริโต (อันเป็นส่วนผสมกระเทียม หอม พริกไทย และมะเขือเทศ) เสิร์ฟพร้อมมะนาวซีกกันเลี่ยน

ปาเอลย่ามีมากมายหลายหน้าตาให้เลือก ตั้งแต่กุ้ง หอย (แมลงภู่) ทะเลรวม น่องไก่ และหมึกดำ

ใจจริงแล้วอยากรับประทานปาเอลย่าหมึกดำ แต่เนื่องจากหน้าตาอาจจะไม่งดงามยามถ่ายรูป จึงสั่งปาเอลย่าน่องไก่ เรื่องกินนี่รสนิยมใครรสนิยมมันจริงๆ ใครว่า ไม่อร่อย และมันแผล็บ จริงๆ แล้ว ก็พอใช้ได้นะ ยิ่งจินตนาการว่ากินแบบพี่ไทยด้วยการซอยพริกขี้หนูใส่ลงไปได้ จะเพอร์เฟ็กต์ ได้รสเค็มๆ มันๆ (เผ็ดๆ)

ที่มันๆ นั้นเป็นน้ำมันมะกอก ซึ่งจัดอยู่ใน ‘ไขมันดี’ เพราะฉะนั้นจึงโอเคที่จะกิน (นะ)

**ตะลอนชิมทาปาส

ทาปาส (Tapas) เป็นอาหารเรียกน้ำย่อยที่มีทั้งแบบร้อนและเย็น สร้างสรรค์ได้หลายรูปแบบ

ทาปาสมีทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ถึงจะโด่งดังในฐานะเป็นอาหารเรียกน้ำย่อย แต่บางครั้งก็ปรุงแบบให้กินจริงจัง กินถึงอิ่ม

ทาปาส มีสัญชาติสเปนตั้งแต่อ้อนแต่ออก มาจากคำว่า ทาปา (Tapa) เนื่องจากมักไม่ปรุงชนิดเดียว จึงต้องเติม s เข้าไปตลอดเวลา ในภาษาสเปนหมายถึง ปกปิด คลุมเอาไว้ ลักษณะของอาหารจานนี้ จึงมักนำเอาเนื้อสัตว์ (มีทั้งแฮม ปลาแซลมอน ปลาทูน่า ชีส มะกอก พริกยักษ์ ฯลฯ มาคลุมเอาไว้ด้านบนแผ่นขนมปัง ตามแต่เชฟจะรังสรรค์

จานเรียกน้ำย่อยนี้มีมาแต่สมัยกษัตริย์อัลฟอนโซ เดอะ ไวส์ (ที่ 12) ผู้ทรงฟื้นจากอาการป่วยด้วยการเสวยไวน์ พร้อมพระกระยาหารจานเล็กๆ หลังจากนั้น พระองค์ก็รับสั่งให้เสิร์ฟพระราชอาคันตุกะด้วยไวน์และทาปาสทุกครั้ง ซึ่งนับเป็นเมนูที่คงกระพันมากว่า 700 ปีแล้ว แม้สเปนจะถูกรุกรานและยึดครองโดยโรมัน แขกมัวร์ ชาวยิว หรือจอมเผด็จการฟาสซิสต์ ฯลฯ แต่ทาปาสยังคงอยู่อมตะนิรันดร์

คนสเปนนอกดึกตื่นสาย ที่นั่นมักเสิร์ฟอาหารค่ำกันดึกมากๆ เริ่มตั้งแต่ 3 ทุ่ม ไปจนเกือบเที่ยงคืน ระหว่างนั้น พระเอกของงานได้แก่ ทาปาส ที่คนจะเริ่มกินกันตั้งแต่บ่าย 2 ถึง 4 โมงเย็น (เรียกว่าช่วงเฟียสตา ที่ร้านค้า พิพิธภัณฑ์ กิจการต่างๆ ปิดเงียบเพื่อพักผ่อน นอน และกิน)

วัฒนธรรมทาปาสของสเปนไม่ต่างจากอารมณ์ “บาร์ฮอปปิ้ง” นั่นคือ เข้าร้านนั้น ออกร้านนี้ ไปร้านนู้น เน้นเรื่องพบปะ พูดคุย เมาท์แตกกันมากกว่ามุ่งมั่นจะไปชิมอาหารอร่อย

อย่างนั้นหละ... จึงเรียกว่า ทาปาสทัวร์แบบสเปนแท้

**จิบซางเกรีย เชียร์ฟลาเมงโก

“ฝากชิมซางเกรียเผื่อด้วยนะ” นักดื่มแถวๆ นี้สำทับหนักแน่นก่อนเดินทาง แต่กว่าจะหาสถานที่เหมาะๆ เพื่อบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ก็นึกว่าจะอดชิมเสียแล้ว

อธิบายง่ายๆ ซางเกรีย (Sangria) ก็คือพันช์ไวน์ ซึ่งมีเสิร์ฟในสเปนและโปรตุเกส

นาม ซางเกรีย แผงมาจากคำว่า ซางเกร (sangre) ในภาษาสเปน และซางเก (sangue) ในภาษาโปรตุเกส แปลว่า เลือด ในหนึ่งแก้ว ประกอบด้วย ไวน์แดง ผลไม้ชิ้นเล็กๆ สิ่งให้ความหวาน (มักใช้ น้ำส้มหรือน้ำผึ้ง) เติมบรั่นดีหรือเหล้าอย่างอื่นเล็กน้อย ตบท้ายด้วยโซดา

ด้วยความที่ไม่มีการกำหนดตายตัวว่า จะต้องใช้ผลไม้ชนิดไหน เติมเหล้าชนิดใด จึงกลายเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของซางเกรีย ที่แต่ละแห่งจะมีรสชาติแตกต่าง ควรจะได้ลิ้มลองหลายๆ แห่ง เพื่อเปรียบเทียบว่า ใครจะปรุงพันช์ไวน์ได้เจ๋งกว่ากัน

แม้ซางเกรียจะมีรากว่าจากคำว่า เลือด ซึ่งมักอ้างอิงไปถึงสีแดงและไวน์แดงด้วย แต่บางครั้งคนปรุงก็นึกสนุกในการลองเลือกไวน์ขาวมาใช้แทน โดยเรียกว่า ซางเกรีย บลันกา (Sangria Blanca) หรือซางเกรียขาวนั่นเอง

ในการผสมซางเกรีย มักเริ่มจากการเตรียมผลไม้ที่จะใช้เป็นส่วนผสมก่อน โดยหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ค่อยเติมส่วนผสมทุกสิ่งอย่างลงไป ยกเว้นน้ำแข็งกับโซดา นำส่วนผสมนั้นไปแช่ตู้เย็นทิ้งเอาไว้ เพื่อให้รสชาติแต่ละอย่างผสมกลมกลืนกันได้ดียิ่งขึ้น กระทั่งจะเสิร์ฟค่อยเติมน้ำแข็งและโซดาลงไป

ซางเกรียเหมาะมากจะเสิร์ฟในวันร้อนๆ เช่นเดียวกับพันช์ทั่วไปนั่นแหละ โดยเฉพาะเมืองทางตอนใต้ของสเปน อย่าง แคว้นอันดาลูเซีย

แสดงว่า เราเลือกสถานที่เหมาะสมถูกกติกา ที่ไปดื่มไป ชมเชียร์ฟลาเมงโกไป ในเมืองหลวงของอันดาลูกเซีย อย่าง เซบีญ่า พอดิบพอดี

สเปนยังมีอาหารอร่อยๆ สำหรับการชูชกทัวร์อีกมาก ไม่ว่าจะเป็น พิซซ่ารูปร่างสี่เหลี่ยมขนาดย่อม ซึ่งนิยมเสิร์ฟเป็นอาหารเช้า ช็อกโกแลตดีไซน์น่ารักน่าหม่ำมีขายในตลาดสด และคอเบียร์ไม่น่าพลาด เบียร์อะลัมบรา (ชื่อเดียวกับมรดกโลกในกรานาดา) ที่ผลิตกันมาเกือบร้อยปี รสชาติไม่แพ้เบียร์เยอรมัน ฯลฯ

ขึ้นอยู่กับว่า พื้นที่ในกระเพาะของคุณมีพอหรือเปล่า?

วันเสาร์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2551

Barcelona In Pictures






Museo Picasso ก่อนอำลาบาร์เซโลน่า...




เฮ้อ... ตัดสินใจแทบไม่ถูก ด้วยเวลาที่เหลือเพียงน้อยนิดว่า จะไปหอศิลป์ปิกัสโซ Museo Picasso หรือว่าพิพิธภัณฑ์ช็อกโกแลต Museo Xocolat ดี ที่หลังนั้นแสนจะน่าสนใจ แต่ที่แรกก็ไม่น่าพลาดด้วยประการทั้งปวง ในที่สุดก็ต้องเลือก Museo Picasso หรือพิพิธภัณฑ์หอศิลป์ปิกัสโซ เป็นสถานที่ปิดท้ายรายการการทัวร์ทุลักทุเล กระหืดกระหอบ ขาแข็ง ฯลฯ ณ บาร์เซโลน่า

Museo Picasso หายากโคตรๆ อยู่ในตรอกซอยน้อยนิด ต้องถามทางอยู่เนืองๆ ป้ายถนนที่นี่ก็มีประโยชน์ซะด้วยสิ (ประชด ครับ ประชด) ที่สำคัญอยากจะเตือนพ่อแม่พี่น้องที่ต้องการไปทัวร์บาร์เซโลน่า รวมทั้งอีกหลายแห่งในสเปนด้วย (โดยเฉพาะกรานาดาที่เรากำลังจะไปเยือนต่อ) ว่า เวลาเดินอย่าทำเป็นสวยเริ่ดเชิดหยิ่งไปล่ะ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเหตุการณ์ "shit happen"

ไม่ได้สบถ แต่เป็น shit จริงๆ ครับท่านผู้ชม shit ซึ่งออกมาจากก้นของสุนัขหลากหลายสายพันธุ์ ที่ชาวบาร์เซโลน่าและชาวสเปนทั้งหลายนิยมเลี้ยงกันเป็นว่าเล่น แต่ไม่รู้จักมีกฎหมายออกมาบังคับให้คนเก็บ shit ของหมาตัวเองหรือไงก็ไม่รู้ เฮ้อ อย่าให้บรรยายเล้ย มันจะเหม็น

มาเข้าเรื่อง Museo Picasso ดีกว่า พิพิธภัณฑ์นี้อยู่ในอาคารเก่าแก่ สวยงามทีเดียว ค่าเข้าที่แจ้งในโลนลี่พลาเน็ตว่า 6 ยูโร แต่พอไปถึงจุดเกิดเหตุ ขึ้นเป็น 9.5 ยูโรไปแว้วววว แถมมิให้ถ่ายภาพ กับเก็บตังส์ค่าออดิโอทัวร์ต่างหากด้วย พวกเราก็เลยถอดแจ็กเก็ต เดินตัวปลิว ชมภาพเขียนฝีมือ ปาโบล ปิกัสโซ ยุคนั้นยุคนี้กันอย่างสนุกสนาน เพราะไม่ต้อง วอรี่ กับการถ่ายภาพ (อิอิ)

หลังชื่นชมภาพเขียนจำนวนมาก เราได้ข้อสรุปกันว่า เหตุที่พี่แกกลายเป็นผู้นำของคิวบิสม์นั้น เป็นเพราะว่าแกคงขี้เกียจวาดภาพสวยๆ ฝีมือเนียนๆ เนี้ยบๆ แล้ว แต่อยากวาดการ์ตูนมากกว่า

จะว่าไป 9.5 ยูโร ก็คุ้มแสนคุ้ม โดยเฉพาะห้องแสดงภาพที่พี่แกล้อเลียน เอ๊ย... ได้แรงบันดาลใจจาก Las Meninas ภาพดังของ ดิเอโก เบลาซเกซ (Diego Velázquez) ศิลปินร่วมชาติ แล้ววาด Las Meninas ในเวอร์ชันของตัวเอง ทั้งเจ๋งและขำ (เดี๋ยวจะโพสต์รูปไว้ให้ดู สำหรับคนที่ไม่เคยเห็น Las Meninas เวอร์ชั่น ปิกัสโซ)

เราปิดท้ายบาร์เซโลน่าด้วยการกลับไปเดินเล่นที่ถนนหลัก อย่าง รัมบลาส จนเมื่อย teen เดินไม่ไหว จึงลงเมโทรไปนั่งแกร่วรอรถไฟ tren hotel ลงใต้ไปกรานาดา

ระหว่างรอเรนเฟออกปู๊นๆ เราไม่รู้ทำไร จะกินข้าวก็แพง และไม่หิว ลองซื้อน้ำมาดื่มแล้วกัน ปรากฏว่า ไดเอตโค้กและน้ำส้มขวดละร้อยฝ่าบาท รู้งี้กินน้ำก๊อกไปอย่างเดิมนั่นแหละ

เย้... พรุ่งนี้เราจะตื่นขึ้นมาที่เมืองใหม่แล้ว

(to be continued)

ไปดื๋ยๆ ที่ คาซาบัตโย






ดื๋ยๆ บรืยๆ เหวอๆ หลอนเล็กน้อย คือนิยามของข้าพเจ้าเมื่อได้ไปเยือน คาซาบัตโย (Casa Batlló) ทาวน์เฮาส์สุดเริ่ด ฝีมือการโมดิฟายด์ของคุณพี่เกาดี้ (อีกแล้วครับท่าน)

อุแม่เจ้า บ้านหลังนี้ไม่มีเส้นตรง ทุกอย่างที่ได้รับการออกแบบล้วนได้แรงบันดาลใจจากธรรมชาติ และในธรรมชาติหามีเส้นตรงไม่! ว้าว... นั่นคือหลักในการออกแบบตกแต่งคาซา หรือบ้านของครอบครัวบัตโย่ของพี่เกาดี้เขา

ได้ข่าวว่า คาซา บัตโย เปิดให้เข้าชมประมาณ 10 โมงเช้า รีบไปเลยนะแต่เช้าถ้าอยากชมน่ะ เพราะว่า แต่ละรอบดูเหมือนจะจำกัดจำนวนผู้ชม ขนาดจำกัดแล้วคนยังยั้วเยี้ยเต็มไปหมด เริ่มตั้งแต่การตั้งแถวยาวเหยียดเพื่อรอคอยควักกระเป๋ากันตั้ง 16 ยูโร สำหรับเข้าไปชมความมหัศจรรย์ในการออกแบบสุดอลังการ

ดีที่ 16 ยูโรนี้ มีให้ทั้งโบรชัวร์แผ่นหนา แล้วก็อุปกรณ์อิเล็กโทรนิกส์บรรจุคำบรรยายส่วนตัว (เลือกได้หลายภาษา แน่นอน... ไม่มีภาษาไทย อิอิ) พอเข้าไปแต่ละคนก็เลยอยู่ในโลกส่วนตัว ตาดู-หูฟัง (คำบรรยายจากเครื่อง) ดูๆ ไปก็เป็นภาพที่โคตรตลก แต่จะไม่ฟังก็ไม่ได้ คึๆๆๆ

นอกจากการออกแบบตกแต่งภายในแบบไร้เส้นตรง ที่แสดงความเป็นอาร์ตนูโวสุดๆ แล้ว สิ่งหนึ่งที่ชอบมากที่สุดในคาซา บัตโย คือ ที่พี่เกาดี้ออกแบบกระจกให้มองผ่านไปแล้วเหมือนอยู่ในน้ำ เริ่ดมากทีเดียว แถมอาคารยังทาสีฟ้า ยิ่งส่งให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในโลกใต้บาดาลจริงๆ

บ้านหลังนี้สรา้งมาตั้งกะศตวรรษที่ 19 นู่น (ปี 1877) แต่พี่เกาดี้มาโมดิฟายด์ ตกแต่งภายในร่วมกับเพื่อน อย่าง โฆเซป มาเรีย ฆูฆอล (ชื่ออ่านยากจริง) ราวๆ ปี 1905–1907 ในช่วงรุ่งโรจน์ของแกนั่นแหละ ถึงทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่อยู่อาศัยจริงๆ อยู่เลยนะ น่าริษยาคนที่ได้อยู่จริงๆ แต่คงจะแพงหูฉี่เหมือนกันล่ะ

บนดาดฟ้าตึก พี่เกาดี้ไม่ลืมที่จะสร้า้งสรรค์ประติมากรรมรูปทรงแปลกๆ เอาไว้ (เหมือนฉี่รดแสดงความเป็นตัวตนเอาไว้ -- โห เปรียบซะเสีย) ทั้งโมเสกหลากสี สัตว์ประหลาดที่เรียกว่าจิ้งเหลน เอ๊ย dragon แล้วก็ยอดแหลมๆ ที่พวยพุ่งขึ้นฟ้า เปรียบประหนึ่งดาบของเซนต์จอร์จ (นักบุญผู้อารักษ์เมืองบาร์เซโลน่า)

บนดาดฟ้ายังมีห้องที่สามารถสดับรับฟังเสียงน้ำ ดูเหมือนวิทยาการสมัยใหม่ แต่จริงๆ แล้วมีมาตั้งแต่ยุคนู้นเลย

นั่งอยู่ในห้องฟังเสียงน้ำนานๆ จะเงียบสงบมาก ต่างจากอาการยั้วเยี้ยของนักท่องเที่ยวด้านนอกลิบลับเชียวล่ะ

นี่นึกว่่าเขียนตอนนี้แล้วจะได้ออกจากบาร์เซโลน่านะเนี่ย! เรายังมีเวลาไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ปิกัสโซได้อีกแน่ะ เชื่อป่ะ เสียดายก็แต่มิได้เที่ยว ปาเลา กูเอลล์ ซึ่งเป็นแมนชั่น หรือคาซาของเคาสตต์อูเอเซบี กูเอลล์ ผู้สนับสนุนคนสำคัญของพี่เกาดี้เขานั่นแหละ

เลยอดชมเสารูปผลไม้บนยอดตึกเลย ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร คืนนี้ต้องเดินทางลงใต้แว้วววว...

ไปต่อ...ปาร์ก กูเอลล์




ไม่รู้ว่า ที่ขายตั๋วพ่วงระหว่าง สกราดา ฟามีเลีย และปาร์ก กูเอลล์นี่เป็นเพราะมาสเตอร์ใหญ่ของทั้ง 2 แห่งจะยังเป็นรายเดียวกัน คือ ผู้สืบทอดตระกูล "กูเอลล์" หรือเปล่า แต่ก็เอาเหอะ (ชอบคอลัมน์ รู้ไปก็เท่านั้น ในต่วยตูนน่ะ เลยชอบอยากรู้เรื่องที่ไม่รู้จะรู้ไปทำไม แฮ่ๆๆ)

มาโง่กันต่อดีก่า...

พอออกจากสกราดา ฟามีเลีย ที่เราเที่ยวชมรอบๆ รวมทั้งโรงเรียนเกาดี้ และพิพิธภัณฑ์ชั้นใต้ดินแล้ว (แต่ไม่ขึ้นลิฟต์ไปข้างบน เพราะคิวยาวมาก ต้องรอราว 2 ชั่วโมง แถมเสียเงินเพิ่มอีก 2 ยูโร = 100 บาทโดยประมาณ คนรอนี่ก็บ้าเข้าขั้น) เป้าหมายต่อไปของเราอยู่ที่ ปาร์ก กูเอลล์ -- แต่เอ... จะไปยังไงน้าาาาา

สงสัยต้องพึ่งศูนย์ท่องเที่ยวอีกรอบ แต่นั่นหมายถึงเราดันเดินวนรอบสกราดา ฟามีเลียอีกประมาณ 2 รอบ ถึงรู้ว่า มันอยู่ตรงหน้านี่เอง 55

เรามุดลงเมโทรอีกครั้ง ก่อนจะมาโผล่ใกล้ๆ และลัดเลาะมายังทางขึ้นที่ดูหรูหราอลังการด้วยการมีบันไดเลื่อน! แต่อยากจะบอกว่า บันไดเลื่อน 3-4 ช่วงที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตาครับท่านผู้ชม เพราะเรายังต้องปีนไปยังปาร์กกูเอลอย่างหอบแฮ่ก พร้อมทั้งจินตนาการไม่ออกว่า ขาลงตูจะเดินยังไง ข้อจะเสื่อมมั้ยนี่

เปลี่ยนบรรยากาศมาเล่าเรื่องปาร์กกันดีก่า จะได้ลืมความเมื่อยในการปีนอันโหดร้าย

ปาร์ก น่าจะเป็นสวนนั่นเอง ที่มีท่านเคาน์อูเอเซบี กูเอลล์ ผู้อุปถัมภ์รายใหญ่ของพี่เกาดี้เป็นต้นคิด หะแรกรู้สึกจะสร้า้งเป็นหมู่บ้านสุดหรูหราในสวน ซึ่งมีทั้งสวนหินและต้นไม้ ออกแบบโดยใครคงไม่ต้องสาธยาย แต่ทว่า กลับขายไม่ออก ทั้งๆ ที่บ้านหลายหลังในสวนอันมหึมาแห่งนี้น่ารัก เหมือนหมู่บ้านในเทพนิยาย

บ้านหลังหนึ่งในนี้ จึงตกเป็นสมบัติของพี่เกาดี้ และตอนนี้ก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์โชว์ความเป็นอยู่ และผลงานแสนพิสดารไม่ซ้ำใครของอันโตนิโอ เกาดี้

แค่ทางเข้าของปาร์ก กูเอลล์ก็แสนตระการตา (เราเดินเข้ามาทางด้านหลัง ย้อนศรมาด้านหน้า) ด้วยบ้านขนมปัง 2 หลังสุดน่ารัก บันไดสเปนที่ทอดสูงขึ้นไปดูไม่ธรรมดาจริงๆ ด้วยลวดลายและสีสันของโมเสกที่พี่เกาดี้ออกแบบ

ที่ป๊อปปูลาร์สุดๆ เห็นจะเป็นพี่จิ้งเหลนยักษ์ประดับโมเสก เห็นภาษาอังกฤษเขียนว่าเป็น dragon ซึ่งถ่ายรูปไม่ได้เลย เพราะถูกรุมทึ้ง (ถ่ายรูปคู่) ตลอดเวลา

ป๊อปปูลาร์กว่า เสาพยุงทางเดินรูปทรงหลุดโลก ที่ยังมีโอกาสเปิดโล่งให้ "ตูริสต้า" ได้ถ่ายภาพเดี่ยวกันมั่ง

คนหลั่งไหลมาสกราดา ฟามีเลีย หรือปาร์ก กูเอลล์ ยากจะเปรียบเทียบว่า ที่ไหนเยอะกว่าที่ไหน คิดว่าที่ปาร์กนี่คนเยอะมาก เพราะกว้่างขนาดนั้นยังรู้สึกว่าคนยุ่บยั่บไปหมด

ในย่านท่องเที่ยวของสเปน มักมีคนมานั่งเล่นดนตรี โดยเฉพาะกีตาร์ฟลาเม็งโก ที่ปาร์ก กูเอลล์ นี่ก็มีอยู่หลายเจ้า ฟังดูเพราะเป็นพิเศษ สงสัยเป็นเพราะบรรยากาศงามๆ พาไป

เอ... เพลงอะไรน้าาา ลืมอีกแล้วววววว

หลังพลาดหวังจากการถ่ายรูปคู่กับ dragon หรือ จิ้งเหลนหลากสีลายโมเสก เราก็เลยเดินขึ้นบันไดมายังอาคาร "เสานัก" (ภาษาเหนือแปลว่า เสาเยอะ อิอิ) ซึ่งเป็นโถงทางเดินใต้ลานปูนข้างบนอีกที ซึ่งอย่างที่บอกก็คือ มีคุณพี่ (เคย) หนุ่มสเปนกำลังครวญกีตาร์อยู่ เป็นเพลงคลาสสิกสร้างความเคลิบเคลิ้มราวย้อนไปในอดีต

เพลงอะไรสักอย่าง (ถามป้าจ๋าแล้วไม่ยอมจำ) แต่ทำให้นึกถึงเวลาดูหนังสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ประมาณค่ายกักกันที่ชอบบรรเลงเพลงคลาสสิกอ่ะ -- เพราะจัง แต่ก็ได้เวลาที่จะเดินต่อไปในสวนกูเอลล์อัน "ฟ่างฝาง"

เดินหลงไปหลงมาในที่สุดก็เจอจนได้... ก็บ้านพี่เกาดี้ไงล่ะ ปัดโธ่ ตอนนี้เรียกว่า บ้านพิพิธภัณฑ์เกาดี้ (Casa-Museu Gaudi) ที่รวมรวมผลงานออกแบบเฟอร์นิเจอร์สุดอลังการยุคโมเดิร์นนิสม์ของพี่แกเอาไว้

ถ้าใครนึกยุคโมเดิร์นนิสม์ในแวดวงศิลปะไม่ออกละก็ ในแวดวงตกแต่งบ้านละง่ายเลย ก็อาร์ตนูโวยังไงล่ะ แต่ละชิ้นงี้ฉวัดเฉวียน ลวดลายโค้งมน อลังการงานสร้าง แบบ นูโว้...นูโวเชียว รับรองว่า ไม่มีใครจะออกแบบได้ประหลาดและสร้างสรรค์ได้เท่าพี่แกเลยล่ะ

ในบ้านยังเก็บส้วมสุดไฮโซ และห้องนอนแสนจะเรียบง่ายของพี่เกาดี้เอาไว้ด้วย ไม่น่าเชื่อว่า คนที่มีความคิดออกแบบเฟอร์นิเจอร์เก๋ สุดพิสดารขนาดนั้น จะมีความเป็นอยู่โค ตะ ระ จะเรียบง่าย (เหมือนโต๊ะทำงานของแกที่สกราดา ฟามีเลีย ที่มีแต่งานกับห่อผ้าใส่กับข้าวแขวนเอาไว้)

เอาละครับท่านผู้ชม ถึงเวลากลับบ้านกันแล้ว ครั้นจะปีนกลับไปทางเก่าก็แสนทดท้อใจจริงๆ ก็เลยเดินออกตรงทางเข้าจริงๆ ของปาร์ก กูเอลล์ ซะงั้น (ทำเป็นเชี่ยวชาญ) ว่าแล้วก็เดินทางตามป้ายบอกทางไปเรื่อยๆ คราวนี้ไม่หลงครับท่านผู้ชม แค่เดิมอ้อมเป็นวงกลมรอบปาร์ก กูเอลล์ในพื้นราบเท่านั้น อิอิ

ก็วันนี้ไม่รีบไปไหนแล้วนี่นา ครึครึ

พอกลับถึงที่พักสิ่งที่คำนวนก่อนนอนไม่ใช่แค่ว่าใช้ตังค์ไปเท่าไหร่ และพรุ่งนี้จะไปเที่ยวไหนกันดี

แต่เป็น... วันนี้เราเดินกันไปกี่กิโล?

อ้อ... บอกแล้วว่า รักบาร์เซโลน่า ม้าก-มาก พรุ่งนี้ยังอยู่บาร์เซ เป้าหมายคือ บ้านบัตโย่ (ไม่ใช่แรพโย่ ไม่ต้องเต้น แฮ่ๆๆ)

(to be continued...)